
สวัสดีค่ะ
วันนี้หมอมีบทความที่อยากอธิบายข้อสงสัยของหลายๆท่านที่ว่า
“ต้องมีอาการขนาดไหนถึงจะไปพบจิตแพทย์?”
ทั้งจิตแพทย์เด็ก และจิตแพทย์ผู้ใหญ่นะคะ เนื่องจากหมอพบว่ามีหลายท่านที่เข้าใจว่าการไปหาจิตแพทย์ แสดงว่าเรามีอาการเจ็บป่วยทางจิตรุนแรง ถ้าไม่มีปัญหาอะไรหนักหนา ก็ไม่ควรที่จะไปปรึกษา จะทำให้เกิดผลเสีย เช่น เป็นปมด้อย หรือ Stigma ตามมา
.
ก่อนอื่นเลยหมออยากให้ทุกท่านเข้าใจก่อนว่า การดูแลสุขภาพไม่ว่าจะเป็นทางด้านร่างกายหรือจิตใจ ควรแบ่งเป็น 3 ระดับด้วยกันค่ะ คือ
1. การป้องกันโรค (Prevention)
2. การคัดกรองอาการระยะแรก (Early screening)
3. การรักษาเมื่อเจ็บป่วยแล้ว (Treatment)
.
โดยการดูแลสุขภาพทั้ง3ระดับถือเป็นหลักการสากลที่ปัจจุบันมีการศึกษาวิจัยรองรับว่าหากทำตามลำดับต้นๆก่อน จะได้ผลลัพท์ที่ดีสุด และลดการเสียค่าใช้จ่ายมากสุด… นั่นก็คือ
.
“การป้องกันการเจ็บป่วย ย่อมดีกว่ารักษา”
“แต่ถ้าป่วยแล้วต้องรักษา การรู้ความเจ็บป่วยตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วรีบรักษาให้เร็วที่สุด จะทำให้ได้ผลลัพท์การรักษาที่ดีกว่า”
.
.
ดังนั้นถ้ามีใครถามว่า “เมื่อไหร่ถึงจะต้องพบจิตแพทย์?”… หมออยากให้ลองถามกลับดูก่อนว่าตั้งใจมาเพื่อวัตถุประสงค์ข้อไหน… ตามสถานการณ์ต่อไปนี้ค่ะ
.
.
1. มาเพื่อป้องกัน (Prevention)
ควรมาปรึกษาเมื่อมีเหตุการณ์บางอย่างเปลี่ยนแปลงในชีวิต ที่ทำให้เกิดความเสี่ยงเกิดปัญหาทางสุขภาพจิตได้ เช่น
หลังผ่านเหตุกาณ์รุนแรง (Trauma)
เช่น การประสบภัยพิบัติรุนแรง หรืออุบัติเหตุรุนแรง การถูกทารุณกรรมทั้งทางร่างกายและจิตใจ คนที่เจอเหตุการณ์ดังกล่าว มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเครียดวิตกกังวลเรื้อรังได้สูง (Post-Traumatic disorder) แน่นอนว่าบางคนอาจจะผ่านมันไปได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนค่ะ
… การมาปรึกษาจิตแพทย์จะทำให้ผู้รับคำปรึกษาได้รับการประเมินและเยียวยาจิตใจเบื้องต้น (Psychological First-aid) ด้วยวิธีหลายๆอย่าง เช่น การปรับสิ่งแวดล้อม หรือทำจิตบำบัดบางชนิดที่มีงานวิจัยรองรับ เช่น EMDR, CBT จะช่วยลดโอกาสเกิดปัญหาทางสุขภาพจิตในระยะยาว เหมือนการปฐมพยาบาลแผลที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ๆด้วยวิธีง่ายๆแต่เร็วที่สุด จะช่วยลดโอกาสเกิดแผลติดเชื้อ หรือแผลเป็นเรื้อรังได้
เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในครอบครัว
เช่น เมื่อคุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจแยกทางกัน (Divorce) เด็กมีโอกาสเกิดความวิตกกังวลจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้สูง บางรายอาจเกิดภาวะซึมเศร้า หรือปัญหาทางบุคลิกภาพตามมา
การเตรียมความพร้อมของผู้ปกครอง โดยมาปรึกษาจิตแพทย์เด็กเรื่องการเตรียมวิธีการบอกลูก การปรับการเลี้ยงดู จะช่วยป้องกันปัญหาเหล่านี้ได้ค่ะ
.
.
2. มาเพื่อคัดกรองอาการระยะแรก (Early Screening)
หลายๆภาวะทางจิตใจที่เจอได้บ่อย ช่วงที่อาการเริ่มต้นผู้ป่วยหรือคนรอบข้างอาจไม่ทันรู้สึกตัวด้วยซ้ำ แต่หากเราสามารถคัดกรองตั้งแต่เนิ่นๆ และรีบรักษาได้ จะทำให้ได้ผลการรักษาที่ดีสุด และลดความเสี่ยงที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและคุณภาพชีวิตไปกับอาการป่วยเรื้อรังรุนแรง
การคัดกรองสามารถเริ่มจากทำด้วยตัวเองก่อน เช่น สังเกตว่าตัวเราหรือคนรอบข้างมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม อารมณ์ พฤติกรรม การใช้ชีวิต ถ้าเป็นเด็ก เราอาจจะเทียบพัฒนาการด้านต่างๆของเค้าและเพื่อนคนอื่นในวัยเดียวกัน ว่ามีอะไรที่แตกต่างอย่างชัดเจนหรือไม่
นอกจากการสังเกตด้วยตัวเอง การใช้แบบประเมินคัดกรองภาวะต่างๆก็สามารถนำมาช่วยค้นหาความเสี่ยงได้ (สามารถหาแบบคัดกรองสุขภาพจิตได้ในเวบไซต์ของกรมสุขภาพจิตค่ะ – https://dmh.go.th/test/)
แต่อย่างไรก็ตาม การสังเกตด้วยตัวเอง หรือการใช้แบบคัดกรองดังกล่าวอาจมีข้อจำกัดบ้าง เช่น ถ้าเป็นแบบคัดกรองอารมณ์ ตัวผู้ตอบต้องร่วมมือ หรือไม่มีอคติ หรือ ถ้าเป็นแบบประเมินพฤติกรรมหรือพัฒนาการเด็ก ตัวผู้ตอบต้องเห็นพฤติกรรมเด็กมากพอสมควร และมีความเข้าใจในคำถามแต่ละข้อ
สุดท้าย
ถ้าจากการสังเกตและคัดกรองด้วยตัวเองพบว่ามีความเสี่ยงสูง หรือ ไม่แน่ใจ ทางที่ดีควรมาพบคุณหมอเพื่อให้ประเมินอาการอย่างเหมาะสมค่ะ
.
.
3. มาเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วย (Treatment)
ความจริงแล้วไม่มีหมอคนไหนอยากให้คนไข้ต้องมาถึงขั้นนี้.. แต่ไม่ว่าเราจะป้องกันหรือคัดกรองดีแค่ไหน การเจ็บป่วยก็อาจจะเป็นสิ่งที่เลี่ยงได้ยาก
อาการที่สังเกตได้ชัด ในผู้ใหญ่ ทานไม่ได้ นอนไม่หลับ ทำงานไม่เหมือนเดิม มีความคิดกังวลหรือเศร้า มีความคิดทำร้ายตนเอง ในเด็ก อาจไม่สามารถเรียน หรือไปโรงเรียนได้ เข้ากับสังคมไม่ได้ พัฒนาการดูล่าช้า หรือมีปัญหาทางอารมณ์
หากเราปล่อยให้อาการเรื้อรัง หรือรุนแรง จะส่งผลต่อการใช้ชีวิต รวมไปถึงพัฒนาการด้านต่างๆ
ดังนั้นหากมีอาการเจ็บป่วยที่เห็นได้ชัด ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อทำการรักษาดีกว่าค่ะ ![]()
.
.
บทความโดย
พญ.อรรัตน์ เชาว์กุลจรัสศิริ
จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น

Leave a Reply