
“หนูดีไม่กล้าร้องไห้”….👧🧒
.
หนูดีเป็นเด็กหญิงวัย 5ปี มีนิสัยร่างเริง ช่างพูด ฉลาด ไม่เคยมีปัญหาพฤติกรรมอะไรให้พ่อแม่หนักใจ
แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ทำให้พ่อแม่รู้สึกกังวลอย่างมาก คือ พ่อแม่ไม่รู้ว่าหนูดีรู้สึกอย่างไรกับเรื่องไม่ดีบางอย่างที่เกิดขึ้นในครอบครัวมาซักพัก
แม้ว่าครอบครัวจะช่วยเหลือหนูดีหลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นอย่างดีที่สุด แต่มันเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ทุกคนทราบดีว่าต้องเกิดผลกระทบทางจิตใจกับเด็ก ไม่มากก็น้อย
แต่หนูดีไม่เคยพูดถึงมัน ไม่เคยร้องไห้ ไม่เคยดูกังวล หรือซึมเศร้าให้เห็นเลย
… วันหนึ่ง คุณแม่ของหนูดีพาเด็กหญิงมาปรึกษาหมอ อยากให้หมอช่วยประเมินสภาพจิตใจของลูกสาว จากเหตุการณ์ดังกล่าว
หมอพบว่าหนูดีเป็นเด็กที่น่ารัก สมวัย อารมณ์ดีร่าเริง ชวนคุยเรื่องอื่นๆเล่าได้ฉะฉาน
แต่เมื่อหมอลองสอบถามเหตุการณ์ที่คุณแม่กังวล… หนูดีมีสีหน้าชะงัก นิ่ง ไม่พูดต่อ แล้วพยายามเบี่ยงเบนประเด็นอื่น
…หมอพยายามอธิบายให้เด็กหญิงเข้าใจว่า อารมณ์ต่างๆเป็นเรื่องปกติ แล้วก็ไม่ผิดที่หนูจะมีอารมณ์เหล่านั้น
เมื่อเด็กหญิงเข้าใจ เธอจึงเริ่มอธิบายให้หมอฟังอย่างตรงไปตรงมา ด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า…
“เรื่องนี้.. บางทีหนูก็เศร้า บางทีก็กลัว บางทีก็โกรธ.. แต่ส่วนใหญ่มันเศร้า”
…เมื่อหมอถามเธอกลับไปว่า “หนูเศร้าไม่ผิดเลย แต่หมออยากรู้ว่าหนูเคยบอกใครมั้ยว่าหนูเศร้าเรื่องนี้? หรือเคยร้องไห้กับใครเพราะเศร้าเรื่องนี้มั้ย?”
เด็กหญิงตอบหมอว่า
“ไม่บอก แล้วก็ไม่ร้อง เพราะร้องไห้ไม่ดี เศร้าก็คงไม่ดี… ที่โรงเรียนครูเคยสอนว่า
“อย่าร้องไห้ ถ้าเศร้าให้ไปเล่นกับเพื่อน” “…
.
.
นี่คือเรื่องราวของเด็กปกติคนหนึ่งที่ผู้ปกครองพามาปรึกษาหมอ ซึ่งหมอวินิจฉัยว่าเธอไม่ได้มีภาวะผิดปกติทางจิตใจหรือพัฒนาการอย่างใด
…เพียงแต่เธอเข้าใจความหมายของความเศร้า กับการร้องไห้ผิดเพราะยังตีความการสื่อสารบางอย่างผิด
และถ้าเธอไม่ได้รับการอธิบายตอนนี้… เธออาจจะมีภาวะผิดปกติทางอารมณ์ในอนาคตได้
.
.
—————————————————————-
✅ ข้อดีการพูด “อย่าร้องไห้”
.
ความจริง คำสอนแบบนี้จากคุณครู หรือจากผู้ใหญ่หลายคนก็ไม่ผิด
เพราะความหมายที่แฝงในประโยค “อย่าร้องไห้” ถ้าสื่อสารให้เด็กเข้าใจได้ สามารถช่วยให้เกิดข้อดีหลายอย่าง เช่น
- เป็นการปลอบใจเด็กที่กำลังเศร้า หรือกังวล ให้สบายใจขึ้น (Soothing) เช่น “ไม่เป็นไรนะ ไม่ต้องร้องไห้นะ”
- ฝึกวิธีการแก้ปัญหาแบบอื่นๆ นอกจากการร้องไห้ (Problem solving) เช่น “ร้องไห้แล้ว หนูลองทำอย่างอื่นช่วยให้สบายใจบ้างก็ได้ เช่น เล่นกับเพื่อน เล่าให้พ่อ แม่ ครูฟัง”
.
.
—————————————————————-
❌ ข้อเสียที่คาดไม่ถึง
.
การสื่อสารประโยคนี้มีความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังคือ ถ้าเราเลือกรูปแบบประโยคที่ไม่เหมาะสมกับการรับรู้ตามวัยเด็ก เช่น ไม่มีคำอธิบายชัดเจน หรือ
สีหน้า ท่าทางของคนพูด สื่อไปในทางที่ทำใหเด็กรู้สึกว่าการร้องไห้ หรือการมีอารมณ์เศร้า เป็นเรื่องไม่ดี เป็นการแสดงความอ่อนแอ เช่น
“ถ้าไม่หยุดร้องไห้… เดี๋ยวตีนะ”
หรือ
“อย่าร้องไห้ให้เห็น.. มันดูอ่อนแอ”
อาจทำให้เด็กสับสน คิดว่าการร้องไห้เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ การแสดงความเศร้าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม เป็นต้น
.
.
—————————————————————-
🔆 ประโยชน์มหาศาลของการร้องไห้
.
ความจริง การร้องไห้เป็นวิธีการแสดงอารมณ์เศร้าตามธรรมชาติของมนุษย์ที่เหมาะสม และง่ายสุด
เด็กทุกคนร้องไห้เป็นตั้งแต่เกิดโดยที่ผู้ใหญ่ไม่ต้องสอนอะไร
นอกจากช่วยทำให้เด็กสื่อสารอารมณ์ที่เกิดขึ้นข้างใน ยังช่วยทำให้ระบายและผ่อนคลายจากอารมณ์ดังกล่าวได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อเด็กโตถึงวันอนุบาล เด็กควรเริ่มเรียนรู้วิธีแสดงหรือจัดการอารมณ์ตนเองออกในช่องทางอื่นได้ เช่น บอกว่ารู้สึกอย่างไร หาวิธีจัดการอารมณ์โดยพฤติกรรมอื่นๆที่เหมาะสม เป็นต้น
.
.
—————————————————————-
⚠️ ความเสี่ยงของการไม่กล้าร้องไห้..ไม่กล้าเศร้า
.
มีเด็กหลายคนที่ถูกเลี้ยงดู หรือรับรู้การสื่อสารผิด ว่าการร้องไห้ไม่ดี การเศร้าไม่ดี
เมื่อทักษะการแสดงอารมณ์ และการแก้ปัญหายังจำกัด อาจทำให้เด็กเก็บกดอารมณ์เหล่านี้ข้างใน เกิดเป็นความเครียด มีผลต่อบุคลิกภาพ และพัฒนาการ
ทำให้มีโอกาสเกิดปัญหาบุคลิกภาพ หรือโรควิตกกังวล ซึมเศร้าในอนาคตได้
.
.
—————————————————————-
👦🏻 พูดอย่างไร? ให้เด็กเข้าใจอารมณ์เศร้า
และกล้าร้องไห้ในเวลาที่เหมาะสม
.
วิธีการพูด และการสอนเรื่องอารมณ์ที่เหมาะสมกับวัย จะช่วยป้องกันไม่ให้เด็กเกิดปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น เช่น
- สอนให้เด็กรู้จักอารมณ์ต่างๆ เช่น เศร้า กังวล โกรธ พร้อมทั้งอธิบายว่าอารมณ์เหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ผิดที่หนูจะมีอารมณ์พวกนี้ เช่น “หนูรู้สึกเศร้าได้นะลูก ไม่ผิดเลย แม่ก็เคยเศร้าเหมือนกัน เป็นเรื่องปกติ”
- สอนเด็กรู้จักวิธีแสดงอารมณ์ที่เหมาะสม อย่างหลากหลาย เช่น “หนูเศร้าร้องไห้ได้นะ” “หนูเศร้าให้บอกแม่ว่า เศร้า”
- สอนเด็กวิธีแสดงอารมณ์ที่ไม่เหมาะสม ที่ห้ามทำ
บางครั้ง สิ่งที่ผู้ใหญ่กลัวไม่ใช่การที่เด็กร้องไห้ แต่เป็นการที่เด็กมีพฤติกรรมรุนแรงบางอย่างตามมาพร้อมการร้องไห้ เช่น ทำร้ายข้าวของ ทำร้ายคนอื่น
…ดังนั้นต้องบอกเด็กควบคู่ไปด้วยว่าอะไรที่ทำไม่ได้เวลามีอารมณ์เหล่านั้น เช่น
“โกรธ ร้องไห้ได้ แต่ตีแม่ไม่ได้ ปาของไม่ได้” - สอนวิธีการจัดการอารมณ์อื่นๆ
หากเด็กร้องไห้อย่างเดียว โดยขาดทักษะการแก้ปัญหาอื่นๆ อาจทำให้เค้าติดอาการร้องไห้ไปเรื่อยๆ แล้วดูบุคลิกไม่มั่นใจได้เช่นกัน
ดังนั้นเมื่อเด็กเริ่มโตขึ้นพอที่จะเข้าใจการแก้ปัญหาหลากหลาย (ประมาณ4-5ขวบ) ควรสอนทักษะการจัดการอารมณ์อื่นๆ เช่น
“พอหนูร้องไห้จนสบายใจแล้ว แม่อยากให้ตั้งสติดีๆ ไปทำอย่างอื่นให้สบายใจกันดีกว่า เล่นกับเพื่อน”
หรือ
“เรื่องอะไรที่ทำให้หนูเศร้า?… หนูรู้วิธีจัดการมันได้มั้ย?… ถ้าคิดไม่ออก มาถามแม่ ถามครู ให้ช่วยกันแก้นะ” เป็นต้น
.
.
—————————————————————-
❤️ ผลลัพท์จากการรู้จักอารมณ์ และร้องไห้อย่างเหมาะสม
.
เมื่อเราค่อยๆสอนให้เด็กเข้าใจความสำคัญของความเศร้า และการร้องไห้ รวมทั้งทักษะการจัดการอารมณ์อย่างอื่น
เด็กจะโตขึ้นมามีบุคลิกภาพที่ร่าเริง
แต่ไม่เก็บกดเมื่อเกิดอารมรณ์ลบ
สามารถใช้วิธีจัดการอารมณ์ต่างๆอย่างเหมาะสม
และเลือกใช้ “การร้องไห้” เมื่อถึงเวลาจำเป็นได้อย่างเป็นธรรมชาติค่ะ
.
.
.
บทความโดย
พญ. อรรัตน์ เชาว์กุลจรัสศิริ
จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น
—————————————————————-
📚อ้างอิงเนื้อหา:
https://www.proquest.com/openview/06a7a80042dde439797c37ebd78c0f9c/1?cbl=1818298&pq-origsite=gscholar
https://www.tandfonline.com/doi/abs/10.1080/02699930903407948
https://psycnet.apa.org/record/1997-02518-009
https://www.racheltuchman.com/blog/2
https://www.psychologytoday.com/us/blog/the-minds-of-boys-and-girls/202002/is-it-always-wrong-to-tell-a-child-to-stop-crying

Leave a Reply